การพูดระบบธรีชาวด์ (Three Sound System)
การพูดเป็นวจีกรรมที่แสดงออกมาทางวาจา แต่โดยความเป็นจริงแล้ว กาย และใจก็เป็นส่วนสำคัญในการพูด
กรรม คืออะไร (What is Kamma)
กรรม คือ การกระทำ มี ๓ ทาง
การกระทำทางใจ เรียกว่า มโนกรรม (Mind Action)
การกระทำทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม (Bodily Action)
การกระทำทางกาย เรียกว่า กายกรรม (Verbal Action)
ทฤษฎีการพัฒนากรรม
Sound Mind รู้จักแยกแยะได้อย่างถูกต้อง ระหว่างความจริง จริง ๆ (ปรมัตถสัจจะ) กับความจริงที่ไม่จริง (สมมุติสัจจะ)
Sound Body เป็นอวัจนสาร “การสื่อความหมายโดยไม่พูด” เป็นภาษาเงียบ (Silent Language) หรือภาษาร่างกาย (Body Langauge) กล่าวถึงการใช้สื่อที่ไม่เกี่ยวกับการพูดเพื่อให้เกิดผลดีในทางธรรมะความเข้าใจประทับใจและซาบซึ้งต่อผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย มีทั้งที่เป็นรูปธรรม เช่นการแต่งกาย การเคลื่อนไหวอิริยาบทถของร่างกาย และนามธรรม เช่น ความอดทน อดกลั้น ความจริงใจ ความเมตตา – กรุณา ฯลฯ
Sound Speech เป็นการสื่อออกมาเป็นถ้อยคำภาษาที่เรียกว่า “การพูด” หรือ”วจีกรรม” เป็นการแสดงออกที่นิยมใช้กันมากกว่าวิธีอื่น จนได้รับยกย่องว่า “เป็นเอก”
ความสำเร็จของการพูดเบื้องต้น
ฟังสบายหู
การพูดที่ทำให้สบายหูนั้นมีส่วนประกอบดังต่อไปนี้
๑. วจีสุจริต กล่าวออกไปในคราวใด นอกจากจะฟังสบายหู หรือน่าฟังแล้ว ยังเป็นมงคลแก่ผู้พูดและผู้ฟัง
วจีสุจริต (Good Conduct in Word) คือถ้อยคำประเภท
๑.๑ คำจริงหรือคำสัจจ์ (The Words of Truthfulness)
๑.๒ คำไพเราะอ่อนหวาน (Soft and Sweet Word)
๑.๓ คำที่มีสาระประโยชน์ (Uesful Word)
๑.๔ คำที่กล่าวถึงผู้อื่นด้วยเจตนาดี (Good Intention Word)
เว้นจากวจีทุจริต (Bad Conduct in Word) ได้แก่ถ้อยคำ ๔ ประเภท ดังต่อไปนี้
๑. ปด (False Speech)
๒. หยาบ (Hard Speech)
๓. ส่อเสียด (Slandering Speech)
๔. เพ้อเจ้อ (Vain Speech)
๒. ถ้อยคำภาษา พูดถูกต้องตามอักขระวิธี (Standard Words)
๒.๑ คำกล้ำ (Cluster) ได้แก่กล้ำ ร – ล เช่น
ปรับปรุง ไม่พูดว่า ปับปุง
ครอบครัว ไม่พูดว่า คอบคัว
ปกครอง ไม่พูดว่า ปกคอง
๒.๒ คำควบ (Cluster) ได้แก่ ควบ กอ คอ ขอ เช่น
ความ ไม่พูดว่า ฟาม
กวัดแกว่ง ไม่พูดว่า ฝัดแฝ่ง
ข้างขวา ไม่พูดว่า ข้างฝา
๒.๓ คำต่ำหรือคำตลาด (Low Words)
คำต่ำ คือคำที่ฟังแล้วระคายหู เช่น ไอ้ มัน แก มึง กู อี
คำตลาด คือคำที่ไม่ค่อยเป็นกิจจลักษณะหรือเป็นการเป็นงานเช่น รองเท้า พูดว่าเกือก สถานีตำรวจพูดว่า โรงพัก เป็นต้น
๒.๔ คำย่อ (Abbreviation)
คำย่อ เป็นภาษาเขียนไม่ใช่ภาษาพูด
ภาษาเขียน มีความหมายต่อจิตใจของผู้ฟัง โดย ผ่านทางประสาทตา
ภาษาพูด มีความหมายต่อจิตใจของผู้ฟัง แต่ผ่านทางประสาทหู
โดยหลักการไม่ควรใช้คำย่อในการพูด ยกเว้นการพูดในกลุ่มย่อยที่เคยชินกันอยู่ หรือคำย่อที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
๒.๕ คำซ้ำซาก จำเจ น่าเบื่อหน่าย (Repeated Words/Rubbish)
คำซ้ำซาก จำเจ น่าเบื่อหน่าย เปรียบเหมือน “ขยะคำพูด” เช่น
คำ เอ้อ อ้า
คำ เนี่ย เนี้ย เงี่ย เงี้ย
คำรับท้ายประโยค เช่น นะครับ นะคะ นะฮะ (มากเกินไป)
๓. เสียง (Sound)
ถ้อยคำ เป็นเพียงสัญลักษณ์บอกความหมายให้รู้หรือเข้าใจว่าคืออะไรเท่านั้น แต่ เสียง เป็นวิญญาณที่ทำให้ถ้ยอคำที่มีชีวิตชีวา ดิ้นได้ กระโดดได้
ถ้อยคำ เรียกร้องความเข้าใจต่อสมองของผู้ฟัง แต่เสียงทำความหวั่นไหวให้แก่หัวใจ
ดังนั้น การใช้เสียงอย่างเหมาะสมกับด้วยถ้อยคำหรือข้อความ จะทำให้ถ้อยคำหรือข้อความมีชีวิตจิตใจ สามารถเซาะไซร้ ซอกซอน เข้าไปยังหัวใจของคนฟังมากขึ้น ลักษณะของเสียงที่ดีในการพูดคือ
๓.๑ ลักษณะเสียงอยู่ระหว่างกลางของเสียงอ่านกับเสียงคุย
๓.๒ มีแต่เสียงแท้เท่านั้นไม่ควรให้มีเสียงเทียม เสียเทียมคือเสียงที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด หรือเปล่งออกมา เช่น เสียงกระแอมกระไอ เสียงฮืดฮาด ฟืดฟาด เป็นต้น
๓.๓ เสียงต้องดังให้ได้ยินชัดทุกถ้อยคำ (Appropriate Loudness)
๓.๔ เสียงต้องมีลักษณะสูง ต่ำ หนัก เบา (Stress Sound) ไม่ราบเรียบเป็นระดับเดียวกันตลอด
๓.๕ เสียงถูกต้องตามวรรณยุกต์
๓.๖ เสียงสั้น-ยาว ถูกต้องตามรัสสะ – ทีฆะ
๓.๗ เสียเหมาะกับเพศ (Sex Sound)
๓.๘ เสียเหมาะกับตำแนห่งการงาน (Working Status Sound)
๔. จังหวะการพูด (Rhythm)
การพูดที่ดีต้องมีจังหวะจะโคน รู้จักหยุด เน้น ย้ำ ในจังหวะอันควรช่วยให้เกิดความหลากหลายและรื่นรมย์
การพูดที่ขาดความสำรวมในการใช้จังหวะอันเหมาะสมนอกจากจะไม่น่าฟังแล้ว ยังอาจเสียความหมายได้ จังหวะที่ดีในการพูด
๔.๑ ไม่เร็วหรือช้าเกินไป แต่ถ้าจำเป็นต้องพูดเร็วก็ต้องเร็วอย่างชัดเจน
๔.๒ ไม่รัวหรือลัดคำ เช่น โรงพยาบาง เป็นโรงบาล, ดิฉัน เป็นเดี้ยน ฯลฯ
๔.๓ เหมาะกับคนฟัง คนฟังเป็นคนหนุ่มสาว ควรพูดด้วยจังหวะค่อนข้างเร็ว ส่วนคนที่อยู่ในวัยสูงอายุ ควรใช้จังหวะการพูดอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ควรใช้จังหวะเร็ว
๔.๔ ควรใช้จังหวะหยุดเพื่อเน้นหรือย้ำความ
๔.๕ ไม่ควรหยุดคร่อมจังหวะ
ดูสบายตา
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสบายตาคือ
บุคลิกภาพ (Personality)
ศิลปการแสดงการพูด (Delivery)
บุคลิกภาพ หมายถึงสิ่งเรียกว่า “รูปธรรม” ส่วนใหญ่ เช่น
๑. เครื่องแต่งกายและการแต่งกาย
๒. มีลักษณะองอาจผึ่งผาย
๓. ใบหน้าเบิกบาน ยิ้มแย้ม ไม่เคร็ด บึ้ง ถมึงทึง
๔. ดวงตาหรือแววตาเป็นประกายแจ่มใส มองสบตาผู้ฟังอย่างเป็นกันเอง
๕. อาการที่แสดงออกระหว่างการปรากฏตัว กระฉับกระเฉง กระตือรือร้น กระชุ่มกระชวย
ศิลปะการแสดงการพูด (Arts in Delivery) คือท่าทาง ขณะพูด การใช้มือ การแสดงออกทางสีหน้า การสื่อความหมายหรือการแสดงออกทางสายตา รวมทั้งการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
๑. การยืนพูด (Standing) นับว่าเป็นท่ามาตรฐานของการพูด ท่ายืนที่เหมาะสมคือ ยืนให้เท้าทั้งสองแยกห่างกันพอควร ให้น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าทั้งสองปล่อยแขนทั้งสองข้างลงข้าง ๆ ตัวอย่างสบาย ๆ (ไม่ควรเอามือมากุมกันไว้ข้างหน้า ไขว้หลัง ลูบแขนไปมา เหมือนท่ายืนสำรวมต่อหน้าผู้ใหญ่)
๒. การนั่งพูด (Sitting) การนั่งพูดที่ดีคือ
๒.๑ นั่งตัวตรง ไม่งอตัวหรือเอนตัวไปข้างหลังมากเกินไป
๒.๒ นั่งให้ตรงส่วนกลางของเก้าอี้ ไม่โยกเก้าอี้ หรือนั่งในลักษณะเอนหลัง แทนก้น มือ ควรวางอยู่บนโต๊ะอย่างสบาย ๆ ในท่าธรรมดา ๆ ไม่ท้าวคางหรือยันคาง
๓. การใช้ท่าทางประกอบการพูด (Gesture in Speaking)
ท่าทางประกอบการพูด ช่วยให้ผู้พูด
๓.๑ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
๓.๒ ช่วยให้การพูดเป็นธรรมชาติมากขึ้น
๓.๓ ดึงดูดความสนใจและความตั้งใจ
๓.๔ ทำให้การพูดเกิดภาพ(ที่เรียกว่าภาพพจน์) เข้าถึงจิตใจ
๓.๕ ช่วยเน้นข้อความหรือความหมายที่พูด
ข้อควรระลึกในการใช้ท่าทาง (Beware about Gesture)
๑. ต้องใช้ท่าทางให้เหมาะสมกับข้อความหรือความหมายที่พูด ไม่ใช้โดยประกาศจากความหมาย
๒. การแสดงออกทางสีหน้าและดวงตา ต้องแสดงออก จะไม่แสดงออกไม่ได้เพราะเป็นภาษาร่างกายที่ดีที่สุด
๓. ระวังท่าทางประเภท “พฤติกรรมยถากรรม” (พฤติกรรมที่แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวและเป็นพฤติกรรมเชิงลบเป็นผลเสียกับผู้พูดโดยตรง) เช่น การแลบลิ้นเลียริมฝีปาก กระพริบตาที่เกินไป การล้วง แคะ แกะ เกา เป็นต้น
๔. การใช้มือ (Hands) การใช้มือที่ดีควรมีลักษณะดังนี้คือ
๔.๑ ต้องเสริมข้อความหรือสอดคล้องกับถ้อยคำ
๔.๒ ได้จังหวะพอดีกับกากรเปล่งถ้อยคำ
๔.๓ ไม่ควรใช้ต่ำเท่าระดับสะเอว และไม่ควรสูงกว่าระดับไหล่
๔.๔ ไม่ควรใช้นิ้วชี้หน้าผู้ฟัง
๔.๕ ไม่ควรใช้มือหรือกำปั้นทุบโต๊ะโดยไม่จำเป็น
๔.๖ ไม่ควรใช้มือซ้ำซาก (ทำอยู่ท่าเดียว) โดยไม่มีความหมายสอดคล้องกับข้อความหรือถ้อยคำที่พูด
พาสบายใจ
ในการพูดหรือการติดต่อ สิ่งที่ทำให้เกิดความสบายใจคือ “สาระ” ในการพูดทุกครั้ง หากมีการเลือกเรื่องให้เหมาะสมกับทั้งคนพูดและคนฟังมีการเตรียมการ การค้นคว้าหาวัตถุดิบหรือข้อมูล ข้อเท็จจริง อย่างเพียงพอทั้งได้จัดระเบียบความคิดเป็นลำดับขั้นตอน มีการสร้างโครงสร้างของการพูดอย่างสมบูรณ์ จัดได้ว่าการครั้งนั้นโน้มน้าวผู้ฟังไปแล้วอย่างอัตโนมัติ
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการในข้อนี้ คือ การเลือกเรื่อง การเตรียมเรื่อง การจัดระเบียบความคิด และการสร้างโครงสร้างของการพูด ดังนี้
๑. การเลือกเรื่อง (Selecting the Topic)
ถ้าผู้พูดจะต้องเลือกเรื่องที่จะพูดด้วยตนเอง มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
๑.๑ ต้องเป็นเรื่องที่เรามีความรู้ ความเข้าใจ หรือความเจนจัดพอ (Well – Known Topic)
๑.๒ เป็นเรื่องที่อยากจะพูด (Desirable Topic)
๑.๓ เป็นเรื่องที่ผู้ฟังกำลังสนใจ (Interesting Topic)
๒. การเตรียมเรื่อง (Preparing The Speech)
๒.๑ การเตรียมวัตถุดิบหรือข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะพูด (Searching for Ideas) เตรียมสิ่งอ้างอิง ได้แก่ ตัวเลข สถิติ ตัวอย่าง หลักการทางวิชาการ ทฤษฎี อุทาหรณ์ อุปมาอุปมัย ซึ่งหาได้จาก การอ่าน การฟัง การสังเกต และจากความคิดของตนเอง
๒.๒ การจัดระเบียบความคิด (Arranging Ideas) เป็นการน้ำข้อมูลหรือวัตถุดิบประกอบเรื่องที่จะพูดมาจัดระเบียบเรียบเรียงถ้อยคำให้ถูกต้องตัดถ้อยคำฟุ่มเฟือย จัดลำดับเรื่องก่อนหลังให้ต่อเนื่องและน่าสนใจ
๓. การสร้างโครงเรื่อง (Styling Ideas)
การพูดที่ดีต้องมีโครงเรื่อง โครงเรื่องมีอยู่ ๓ ส่วน คือ
๓.๑ ส่วนคำนำหรือคำเริ่มต้น (Introduction)
๓.๒ ส่วนตัวเรื่องหรือสาระของเรื่อง (Main body)
๓.๓ ส่วนสรุปจบหรือคำลงท้าย (Conclusion)
ส่วนคำนำหรือคำเริ่มต้น การเริ่มต้นที่ได้ผล (Good Introduction) มีอยู่ ๗ แบบใหญ่ ๆ คือ
๑. พาดหัวข่าว (Headline) มีลักษณะตื่นเต้นเร้าใจ คล้ายกับการพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ เช่น “นิสิตนักศึกษา ได้เสียกันอย่างโจ่งครึ่ม กลางวันแสก ๆ ในโรงรถมหาวิทยาลัย…” เป็นต้น
๒. กล่าวคำถาม (Asking Question) เป็นการเริ่มต้นด้วยคำถามเพื่อดึงความสนใจ และท้าทายความคิดของผู้ฟัง เช่น “ท่านเคยเป็นอย่างผมบ้างไหม…” ท่านวงแผนความมั่นคงให้แก่ครอบครัวของท่านแล้วหรือยัง…” เป็นต้น
๓. ความสงสัย (Interest Arousing) เป็นการเริ่มต้น เพื่อให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ทั้งยังท้าทายความรู้สึกขัดแย้งที่อยากจะฟังเพื่อพิสูจน์ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร เช่น “เส้นตรงสองเส้นที่ขนานกัน สามารถพบกันได้ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นเส้นตรงและขนานกัน…” เป็นต้น
๔. ให้การรื่นเริง (Entertaining) เป็นการเริ่มต้น เพื่อสร้างบรรยายกาศให้สดขื่นเบิกบานเรียกอารมณ์ขันจากผู้ฟัง
๕. เชิงกวี (Qoutation and Poem) เป็นการเริ่มต้นด้วยลำนำ กลอน โคลง คำสุภาษิต คำคม ซึ่งสามารถพุ่งเข้าสู่จิตใจผู้ฟังได้อย่างรวดเร็ว เช่น
“ความเอ๋ยความรัก ใครประจักษ์แจ้งใจช่วยไขขาน
รักรูปร่างอย่างไรไม่แจ้งการ ขมหรือหวานสุขหรือทุกข์อันใด”
๖. มีตัวอย่าง (Example) เป็นการน้ำเรื่องราวที่เกี่ยวข้องหรือเหมาะสมกับสาระที่จะพูดมาเล่านำร่อง เพื่อโยงเข้าสู่ตัวเรื่อง
๗. ช่างบังเอิญ (Happening) เป็นการเล่าเรื่องบังเอิญที่เกี่ยวข้องกับสาระที่จะพูด เพื่อตรึงผู้ฟังให้สนใจและตั้งใจฟังมากขึ้น
การเริ่มต้นที่ไม่ควรนำมาใช้คือ “ออกตัว มัวอ้อมค้อม ยอมถ่อมตน สาระวนขออภัย…”
ส่วนตัวเรื่องหรือสาระของเรื่อง ตัวเรื่องหรือสาระของเรื่องที่ดีมีดังนี้
๑. เรียงลำดับ (Ordering) เป็นการเรียบเรียงสาระของเรื่องให้มีลำดับขั้นตอน
๒. จับประเด็น (Limiting) เป็นการกำหนดประเด็นการพูดให้การพูดติดอยู่ในประเด็นที่ต้องการ หากหวังผลในทางโน้มน้าวหรือจูงใจแล้วควรพูดประเด็นเดียวเท่านั้น
๓. เน้นตอนสำคัญ (Emphasizing) เป็นการอาศัยศิลปะการพูด เช่น การพูดย้ำ การพูดซ้ำ การหยุดนิดหนึ่งก่อนจะถึง
๔. บีบคั้นอารมณ์ (Expressing) การดำเนินเรื่องให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ร่วมสนใจ อยากรู้เพราะไม่สามารถคาดเดาเรื่องที่จะพูดได้
๕. เหมาะสมเวลา (Appropriate Timing) การพูดตามเวลาที่กำหนดให้เป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งเพราะเป็นมารยาท สัญญาประชาคมและจิตวิทยาของการพูด
ส่วนสรุปจบหรือคำลงท้าย (Conclusion) เป็นส่วนที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องมาจากส่วนตัวเรื่อง ทำหน้าที่ให้เกิดความประทับจิตติดใจ มีข้อสังเกตคือ “สั้นแต่ครอบคลุมสาระส่วนที่สำคัญอย่างมิดชิด”
การสรุปไม่ใช่การทบทวนเรื่องที่พูด
การสรุปไม่ใช่การย่อความเรื่องที่พูดมาแล้วทั้งหมด
การสรุปไม่ใช่การกระทำเพราะสาเหตุของการหมดเวลา
การสรุป คือการจบการพูดตามแบบแผนหรือโครงสร้างการพูดที่ได้วางไว้ล่วงหน้า มีดังนี้
๑. สรุปความ (Summary) คือการสรุปประเด็นสาระที่สำคัญอย่างสั้น ๆ
๒. ความคมปาก (Quotation) คือการสรุปด้วย ลำนำ คำกลอน สุภาษิต คำพังเพย หรือถ้อยคำคารม เช่น “เมื่อไม่มีสิ่งที่ท่านชอบ ก็จงชอบในสิ่งที่ท่านมี…”
๓. ฝากให้คิด (Idea) เป็นการสรุปโดยฝากเป็นข้อคิดสะกิดใจ ให้ผู้ฟังได้นำไปขบคิดเพื่อให้เกิดปัญญาต่อไป
๔. สะกิดชักชวน (Persuastion) เป็นการชักชวนให้เห็นด้วยคล้อยตามอย่างมีศิลปะ ไม่ใช่การเอ่ยปากชักชวนออกมาตรง ๆ เช่น “ เรามาประหยัดสิ่งฟุ่มเฟือยกันเถิด แต่อย่าประหยัดการทำดีต่อกัน…”
๕. สำนวนขับขัน (Hamour) หมายถึงการจัดสรรหรือพลิกแพลงถ้อยคำหรือข้อความให้เกิดอารมณ์สนุก เช่นญัตติ โต้วาที “นมจากเต้า ดีกว่าเหล้าจากกลม” ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอคนหนึ่งกล่าวสรุปว่า “นมจากเต้าต้องดีกว่าเหล้าจากกลม ถ้าฝ่ายค้านงี่เง่ามัวงมอยู่กับเหล้าจากกลม ก็อย่าหวังว่าจะไดชื่นชมนมสองเต้า” เป็นต้น
ส่วนสรุปจบหรือคำลงท้ายที่ไม่ได้ผล (Inappropriateconclusion) ได้แก่ส่วนสรุปจงที่ลงท้ายแบบนี้ คือ
๑. ไม่มากก็น้อย (More or Less) เช่น “ผมหวังว่าการพูดของผมวันนี้คงจะได้ประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย…”
๒. คอยขอโทษ (Appologizing) เช่น “ผมต้องขออภัยการพูดวันนี้อาจจะไม่ดี เพราะผมกำลังไม่ค่อยสบาย…”
๓. หมดแค่นี้ (Ending) เช่น “ก็ไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว ขอจบเพียงเท่านี้…”
๔. ไม่มีเวลา (No Timing) เช่น “ความจริงเรื่องที่บรรยายวันนี้มีมากแต่เวลาหมดเสียแล้ว เอาไว้ฟังโอกาสหน้าก็แล้วกัน…”
๕. หาลานบิน (Finding Airway) เช่น “เรื่องที่พูดก็มีเท่านี้มีใครจะถามอะไรบ้าง…”
๖. สิ้นชั้นเชิง (Losing all Enthusiasm) เช่น “ในที่สุดก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้ฟัง ที่ได้ตั้งใจฟังมาจนจบ…”
การฝึกพูดตามระบบ “โทสมาสเตอร์คลับ”
(Toastmaster Club)
บทที่ ๑
การแนะนำตัวเอง
การแนะนำตัวเอง ควรประกอบด้วยเรื่องในอดีต ปัจจุบันและอนาคตดังนี้
อดีต - บ้านเกิดเมืองนอน/อาชีพบิดามารดา/พี่น้อง
- ชีวิตปฐมวัย/การศึกษาเบื้องต้น
- เหตุการณ์ที่น่าสนใจสมัยเป็นเด็ก
- การโยกย้ายที่อยู่อาศัย – สถานศึกษา ฯลฯ
ปัจจุบัน- อาชีพการงาน/การศึกษาในปัจจุบัน
- ครอบครัว คู่รัก
- ที่อยู่ปัจจุบัน
- งานอดิเรก/ความสามารถพิเศษ/ความสนใจ
อนาคต - ความมุ่งหมายในหน้าที่การงาน /อนาคต
- ชาย/หญิงในอุดมคติ
- อุดมการณ์/อุดมคติ/สุภาษิตประจำใจ
“ ไม่มีใครอีกแล้วที่จะแนะนำตัวท่านได้ดีกว่า ท่านแนะนำตัวท่านเอง ดังนั้นท่านจึงเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถจะพูดเรื่องนี้ได้ดีที่สุดในโลก”
“เตรียมตัวให้พร้อม
ปลุกความเชื่อมั่นในตัวเอง
และพูดให้เสียงดังเข้าไว้ก่อน”
บทที่ ๒
การเล่าเรื่องประทับใจ
เรื่องประทับใจคือ เรื่องความหลังอันสดชื่น อดีตที่ขมขื่น ความอัดอั้นตันใจบางอย่าง ความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ความเชื่ออันสุจริตใจต่อสิ่งหนึ่งหรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่อยากถ่ายทอดความในใจออกมา ด้วยความรู้สึกจริงใจมากที่สุด เตรียมเนื้อเรื่องดังนี้
๑. กำหนดจุดมุ่งหมายการพูดให้ชัดเจน
๒. มีจุดเด่นหรือจุดประทับใจในเรื่องเพียงจุดเดียว
๓. เรียบเรียงถ้อยคำข้อความให้เกี่ยวเนื่องประสานกัน หลีกเลี่ยงคำหยาบ
๔. พยายามพูดให้จบในตัวอย่างปล่อยค้างไว้ให้ผู้ฟังสงสัย
๕. ต้องแน่ใจว่าเพื่อพูดจบแล้วคนฟัง เข้าใจ ความรู้สึกแจ่มแจ้งและมีความประทับใจ
๖. ไม่จำเป็นต้องเขียนหรือท่องจำ แต่พูดออกมาจากใจและความรู้สึก
๗. ถ้าอยากจะท่องจำสักประโยคสองประโยค ควรท่องคำขึ้นต้นและคำลงท้าย
ข้อแนะนำขณะพูด
๑. อย่านำบทขึ้นไปดู
๒. ใส่อารมณ์และความรู้สึกขณะพูด ถ้าเป็นเรื่องเศร้าน้ำเสียงและสีหน้าต้องเศร้าจริง ๆ อย่าหัวเราะ หรือทำสีหน้าทีเล่นทีจริง
๓. ปล่อยน้ำเสียงให้ออกมาตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ๆ
๔. อย่าให้มือไม้ทำลายความสนใจของผู้ฟัง
๕. อย่าห่วงข้อความที่เตรียมมามากนัก ให้ห่วงประเด็นเนื้อเรื่องให้มาก
๖. พยายามพูดให้จบในเวลาที่กำหนดไว้
“มีอะไรบ้างทีท่านอยากจะระบาย
ความในใจออกมา มีอะไรบ้าง
ที่เป็นความฝังใจ ประทับใจ
หรือยังอยู่ในความทรงจำของท่าน
เรื่องอะไรก็ได้ที่ท่านประทับใจที่สุด
ข้อสำคัญต้องเป็นเรื่องจริง
และต้องเล่าจากความรู้สึกที่จริงใจ”
บทที่ ๓
การสร้างโครงเรื่อง
โครงเรื่องมีส่วนสำคัญ ๓ ส่วน
๑. คำนำหรือการเริ่มต้น (Introduction)
๒. เนื้อเรื่อง หรือเนื้อหาของเรื่อง (Body)
๓. สรุปจบ หรือการลงท้าย (Conclusion)
วิธีขึ้นต้นที่ได้ผล
๑. ขั้นต้นแบบพาดหัวข่าว (Headling)
“จัดทัวร์นรก รับมือโจรภาคใต้…”
๒. ขึ้นต้นด้วยการตั้งคำถาม (Asking Question)
“ท่านเคยถูกจี้กลางวันแสก ๆ บ้างไม…?”
๓. ขึ้นต้นด้วยการทำให้ผู้ฟังสงสัย (Interest Arousing)
“ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผมจะเคราะห์ร้ายอย่างนี้…”
๔. ขึ้นต้นด้วยการอ้าบทกวีหรือวาทะของผู้มีชื่อเสียง (Quotation)
“โบราณว่า สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น…”
๕. ขึ้นต้นให้สนุกสนาน (Entertainment)
“วันนี้ ผมตั้งใจจะไม่พูดอะไรเลย แต่รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว คล้าย ๆ จะไม่สบายเลยต้องขอพูดอะไรบางอย่าง….”
การดำเนินเรื่อง มีข้อแนะนำดังนี้
๑. พูดไปตามลำดับเหตุการณ์ เวลา
๒. เน้นจุดมุ่งหมายของเรื่องเพียงจุดเดียว
๓. เร้าความรู้สึกของผู้ฟังให้มากขึ้น ๆ ตามลำดับ
๔. อย่าออกนอกประเด็น
๕. พร้อมที่จะตัดตอนหรือเพิ่มเติมขยายความได้ในกรณีจำเป็นโดยเนื้อเรื่องไม่เสีย
การสรุปจบ มีข้อแนะนำการสรุปจบที่ดีดังนี้
๑. จบแบบสรุปความ
๒. จบแบบฝากให้ไปคิด
๓. จบแบบเปิดเผยตอนสำคัญ
๔. จบแบบชักชวนและเรียกร้อง
๕. จบด้วยคำคม คำพังเคย สุภาษิต
หลักในการสรุปจบมีอยู่ว่า
“มีความหมายชัดเจน ไม่เลื่อนลอย สัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง และหัวข้อเรื่อง กะทัดรัด ไม่เยิ่นเย้อ พุ่งขึ้นสู่จุดสุดยอดของสุนทรพจน์”
ความสัมพันธ์ทั้ง ๓ ส่วน
“ขึ้นต้นให้ตื่นเต้น ตอนกลางให้กลมกลืน สรุปจบให้จับใจ”
บทที่ ๔
การใช้สายตาและท่าทาง
สายตาและท่าทางประกอบการพูด เป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งในการทำให้การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดประสบความสำเร็จ
ข้อแนะนำในการใช้สายตาและท่าทาง
๑. การสบสายตา (EYE-COIUTACT) ในขณะพูดควรมองไปยังผู้ฟังที่อยู่แถวหลังสุด จากนั้นจึงมองผู้ฟังให้ทั่ว ๆ ถ้ามีผู้ฟังน้อยจงพยายามมองให้ครบทุกคน
“สายตาเป็นเครื่องมือสื่อสารความคิด ที่สำคัญที่สุดอย่าหนึ่งของมนุษย์ เมื่อใดก็ตาม ที่ผู้พูดหลบสายตาไปจากผู้ฟัง ก็เท่ากับว่าได้โยนเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญที่สุดทิ้งไปเสียแล้ว อย่างน่าเสียดายยิ่ง”
๒. การใช้ท่าทาง (GESTURE)
ท่าทางประกอบการพูดหมายถึง สีหน้า การยืน การเคลื่อนไหวลำตัว ศรีษะ การเดิน และการใช้มือ
- สีหน้า ตามปกติผู้พูดที่มีสี่หน้ายิ้มแย้ม ร่าเริง เบิกบาน ย่อมได้เปรียบเสมอ แต่ถ้าเป็นการพูดเรื่องเศร้า เสียใจ หรือ ปลุกเร้า สีหน้าย่อมเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ
- การยืน ท่ายืนที่ดีที่สุด คือ ให้เท้าทั้ง ๒ ห่างกันพอสมควร ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเท้าทั้ง ๒ อย่าโยกตัวเข้าออก มือทั้ง ๒ ข้างถ้าไม่ใช้ให้ปล่อยมาเฉย ๆ ข้าง ๆ ตัว
- การเคลื่อนไหวลำตัว ในบางครั้งก็เคลื่อนไหวลำตัวตั้งแต่ท่อนขา ตะโพก การหันซ้ายขวา ตลอดจนการยืดอก เป็นกิริยาอาการธรรมดา ที่แสดงไว้ ถ้าเหมาะกับเรื่องราวที่พูด
- ศรีษะ บางครั้งการโคลงศรีษะ การพยักหน้า การส่ายศรีษะ หรือการก้มศรีษะโค้งคำนับ เป็นกิริยาอาการที่แสดงแทนคำพูดได้ดี
- การเดิน บางครั้งเมื่อมีแผนที่ รูปภาพ กระดานดำ ฯลฯ ใช้ประกอบการพูดผู้พูดจำเป็นต้องเดินบ้าง แต่อย่าหันหลังให้ผู้ฟังตลอดเวลาที่อยู่บนเวที
- การใช้มือ ในบรรดาท่าทางที่ใช้ประกอบการพูดทั้งหมด นอกจากสายตาแล้วมือทั้ง ๒ ข้างออกจะมีประโยชน์มากที่สุด ซึ่งในบทนี้เป็นการฝึกใช้มือ การใช้มือที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้ฝึกพูด คือการพูดถึงสิ่งต่อไปนี้
๑. จำนวน เมื่อเอ่ยถึงจำนวน ๑,๒,๓,๔,๕,….พร้อมกับชูนิ้วขึ้นตามจำนวนทำให้ผู้ฟังมองเห็นได้ชัดเจนและเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น มีข้อควรระวังคืออย่างให้นิ้วติดกันเป็นแผง มือต้องชูขึ้นเลยสะเอวแต่ไม่เลยศรีษะ และจำนวนที่พูดนี้จะต้องไม่เกินเลข ๑๐
๒. ขนาด มือจะช่วยอธิบายขนาดเล็กใหญ่ สูงต่ำ สั้นยาว ได้เป็นอย่างดีเช่น “เล็กเท่าปลายนิ้วก้อย” “ใหญ่ขนาดฝ่ามือ” “สูงแค่สะเอว” “ยาวเท่าแขน” “กว้างสักคืบหนึ่ง” ฯลฯ
๓. รูปร่าง เวลาเราพูดถึงรูปร่างของคนหรือสิ่งของเช่น กลม แบน อ้วน ผอม สูงชะลูด สั้นม่อต้อ ฯลฯ เรามักใช้มือทำท่าทางประกอบ
๔. ทิศทาง การใช้นิ้วมือบอกทิศทาง อธิบายคำพูดได้ดีกว่าพูดเฉย ๆ เช่น “ผู้ฟังอยู่ทางขวามือของผมนี่” “ท่านที่มาทีหลังโปรดเข้ามาทางประตูโน้น” “โปรดขึ้นมายืนบนเวทีทางด้านนี้” ฯลฯ
๕. ใช้อุปกรณ์ประกอบ ถ้าผู้พูดมีอุปกรณ์ประกอบการพูดจะทำให้การใช้มือเหมาะสมเป็นธรรมชาติและง่ายที่สุด อุปกรณ์ที่ใช้จะต้องเกี่ยวกับเรื่องที่จะพูดอาจเป็นแผนภูมิ รูปภาพ สิ่งของ ฯลฯ ที่มีขนาดใหญ่มองเห็นชัดเจน
“การพูดชนิดที่ตาจ้องจับอยู่ที่จุดเดียว และไม่เคลื่อนไหว ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเลยนอกจากปาก เหมาาะสำหรับการบรรยาย “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” หรือวิชา “สะกดจิต” เท่านั้น”
บทที่ ๕
การใช้เสียง
เสียงที่ดี ต้องเป็นเสียงที่ออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริงของผู้พูด เต็มไปด้วยพลัง มีชีวิตชีวา สามารถที่จะตรึงผู้ฟังไว้ได้ “ธรรมชาติของเสียงเราปรับปรุงไม่ได้แต่บุคลิกของเสียงเราปรับปรุงได้”
วิธีปรับปรุงน้ำเสียง
๑. พูดให้เสียงดังฟังชัด ถ้ามีเครื่องขยายเสียงดี ไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียให้ดังเกินขนาด เพราะจะทำให้น้ำเสียงไม่น่าฟัง
๒. จังหวะการพูดไม่ช้าหรือเร็วเกินไป พูดให้ได้จังหวะพอดี เว้นวรรคตอนถูกต้อง พูดให้ชัดเจน ขาดคำขาดความ “อย่าตู่คำ ตู่ประโยค อย่าพูดเร็วจนผู้ฟังรู้สึกเหนื่อยแทน พูดให้มีจังหวะจะโคน”
๓. อย่าพูด เอ้อ – อ้า การพูด เอ้อ – อ้า ทำให้ฟังดูไม่ราบเรียบการพูดไม่ต่อเนื่องเนื้อหาขาดตอน เสียรสชาติของการพูด ผู้ฟังรำคาญ ทำให้เสียความหมาย พึงระลึกไว้เสมอว่า “เอ้อเสียเวลา อ้า-เสียคน”
๔. อย่าพูดเหมือนอ่านหนังสือหรือท่องจำ ให้พูดในลีลาสนทนา (Conversation manner) คือพูดไปนึกไป ถ่ายทอดความคิดโดยตรงจากผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง (Direct communication)
๕. พูดด้วยความรู้สึกที่จริงใจ (Enthusiasm) ใส่ความกระตือรือร้นใส่อารมณ์และความรู้สึกลงไป อย่าพูดราบเรียบทำนองเดียว (Monotonous) ควรเน้นหนักเบา เสียงสูง-ต่ำ เว้นจังหวะ ทอดจังหวะ รัวจังหวะ ตลอดจนการหยุดเล็กน้อยก่อนหรือหลังคำพูดทีสำคัญ
“ก่อนอื่น จงเปล่งเสียงของท่านให้ดังไว้ แล้วโลกทั้งโลกจะตะแคงหูฟังท่าน อย่าพูดจนกว่าท่านจะมีความเข้าใจเรื่องที่ท่านพูด อย่าพูดจนกว่าท่านจะมีความเชื่อเรื่องที่ท่านพูด อย่าพูดจนกว่าท่านจะมีความรู้สึกตามเรื่องที่ท่านพูด”
บทที่ ๖
การพัฒนา สุนทรพจน์
หลักเกณฑ์การตั้งชื่อสุนทรพจน์
๑. ต้องสั้น
๒. ต้องชัดเจน
๓. เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง
๔. ดึงดูดความสนใจ
กำหนดจุดมุ่งหมายของการพูดให้แน่ชัด(set-up Objective)
จุดมุ่งหมายโดยทั่วไปในการพูดมี ๕ ประการ คือ
๑. เพื่อเร้าใจ (To Stimulate)
๒. เพื่อโน้มน้าว (To convince)
๓. เพื่อเร่งรัด (To actuate)
๔. เพื่อบอกเล่า (To inform)
๕. เพื่อบันเทิง (To entertain)
ในสามประการแรกเป็นการพูดแบบจูงใจ (Persuasive Speech) มีผู้นิยมใช้เป็นจุดมุ่งหมายมาก เพราะสามารถเร้าอารมณ์ทั้งผู้พูด และผู้ฟังได้มากกว่าสองประการหลัง
รวบรวมข้อมูลวัตถุดิบ (Materials Collection)
เรื่องที่จะพูดควรเป็นเรื่องที่ผู้พูดรู้ดีที่สุด มีความเกี่ยวข้องและมีประสบการณ์ในเรื่องนั้น หรือสามารถหาข่าวสารเพิ่มเติมได้ง่ายกว่าเรื่องอื่น ๆ
“จงคิดถึงมันสักเจ็ดวัน และฝันถึงมันสักเจ็ดคืน”
การจัดลำดับข้อความ (Organizing the speech)
การจัดลำดับข้อความที่นิยมกันมาก มี ๓ วิธีคือ
๑. ลำดับตามกาลเวลา จากอดีต – ปัจจุบัน – อนาคต
๒. ลำดับตามเส้นทางจาก จุดเริ่มต้น – จุดสุดท้าย
๓. ลำดับตามความสำคัญจาก สำคัญน้อย – สำคัญมาก
ทั้ง ๓ แบบอาจใช้อย่าใดอย่างหนึ่งหรือผสมกัน เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงประสานทางความคิด
“อย่าบรรลุไข่ทั้งหมดลงกระจาดใบเดียว”
ขั้นตอนในการดำเนินเรื่อง
Dr.Ralph C.Smedley ผู้ก่อตั้งสโมสร Toastmasters ได้แนะนำ “บันได ๕ ขั้นของมอนโร (Alan H.Monroe) ไว้เป็นหลักในการเรียบเรียงสุนทรพจน์ โดยเฉพาะการพูดแบบจูงใจดังต่อไปนี้
ขั้นที่ ๑ ดึงความสนใจของผู้ฟังทันที ตั้งแต่เปิดฉาก
ขั้นที่ ๒ ทำให้ผู้ฟังเกิดความต้องการ จะฟังต่อไปอีก
ขั้นที่ ๓ ทำให้ผู้ฟังเกิดความพอใจถูกอกถูกใจ
ขั้นที่ ๔ ยกตัวอย่างเหตุผลข้อเท็จจริงให้ เห็นภาพ คล้อยตาม
ขั้นที่ ๕ เรียกร้องให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในที่สุด
“จงปลูกผู้ฟังให้ตื่นขึ้น ด้วยคำแรกหรือประโยคแรก มิใช่คำที่สองหรือประโยคที่สอง”
สูตรสำเร็จของการพูด “บันได ๑๓ ขั้น” (Effective Thirteen Steps for Speakers)
๑. เตรียมให้พร้อม
๒. ซักซ้อมให้ดี
๓. ทำทีให้สง่า
๔. หน้าตาให้สุขุม
๕. ทักที่ประชุมไม่วกวน
๖. เริ่มต้นให้โน้มน้าว
๗. เรื่องราวให้กระซับ
๘. ตาจับที่ผู้ฟัง
๙. เสียงดังให้พอดี
๑๐. อย่าให้มีเอ้อ – อ้า
๑๑. ดูเวลาให้พอครบ
๑๒. สรุปจบให้จับใจ
๑๓. ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลาการพูด (มิใช่การปลุกเร้าหรือเรื่องเศร้า)
*************************
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น