" ตายคือ..."
คำว่าตาย นั้นหรือ ก็คือติ
แล้วเอาอิ เป็นอายะ ตะผสม
ได้ความหมาย เป็นไตรลักษณ์ ประจักษ์คม
มันทรุดโทรม เปลี่ยนสลาย ให้พิศดู
ใช้ปัญญา สอดส่อง จะมองเห็น
สิ่งทั้งสาม มันซ่อนเร้น เห็นอดสู
สิ่งประจำ สังขาร ให้หมั่นดู
แล้วจะรู้ การวางใจ ได้ละวาง
ตายมี ๒ อย่าง
....................................
คำว่าตาย ของคนเรา ที่เข้าใจ
คือหลับใหล ใจขาด ไม่อาจฟื้น
วิญญาณปราศ กายทรุด ดุจท่อนฟืน
ไปภพอื่น วิญญาณลับ ไม่กลับมา
นี่คือตาย ที่เราเขา เข้าใจกัน
แต่ตายนั้น มีสอง ต้องศึกษา
ตายที่หนึ่ง เรียกว่า ปฏิจฉันนะมรณา(ตายแบบเปิดเผย)
อาสัญญา ที่เราผอง ไม่ต้องการ
คือตายเน่า ไม่ฟื้น คืนมาได้
ตายขาดใจ ไปแน่ คนแห่หาม
อันนี้เรียก ปฏิจฉันนะ- มรณาม
ทั่วเขตคาม ใครก็รู้ ดูน่ากลัว
ตายอีกแบบ ที่เรานั้น ดันไม่เห็น
ตายทั้งเป็น ที่หายใจ ไม่สลัว
ตายแบบนี้ มีค่ำเช้า เราไม่กลัว
ทุกท่วนทั่ว ให้รู้ไว้ ตายทุกวัน
ตายแบบนี้ เรียกว่า อัปปฏิจฉันนะ (ตายแบบไม่เปิดเผย)
ตายจะจะ ยิ่งร้าย ตายสุขสันต์
หายใจไป ตายไป ให้รู้กัน
เพราะทุกวัน เราเกิดดับ นับไม่พอ
ในตัวเรา มีตายเกิด เปิดสลับ
หมั่นคอยนับ ลมหมายใจ กันไว้หนอ
หากเจริญ สัมปชัญญะ สติคลอ
หมั่นยุบหนอ พองหนออยู่ จะรู้ตาย
พระพุทธเจ้าทรงให้นึกถึงความตาย
พระพุทธองค์ ทรงให้ ได้ระลึก
ตรึกตรองนึก ถึงความตาย ให้หลายครั้ง
คือเจริญ สติ วิปัสสนัง
เห็นพลัง แห่งเกิดดับ รับปัญญา
พระอานน์ ทูลถวาย ได้ระลึก
ตริตรองนึก ความตาย ในสังขาร์
ทั้งเจ็ดวัน ได้ดำริ พิจารณา
องค์พุทธา บอกว่าน้อย ยังด้อยไป
.....................................
หากคิดถึง ความตาย สบายนัก
มักหักรัก หักหลง ในสงสาร
ขจัดมืด โมหันต์ อันธกาล
ทำให้หาญ หายสะดุ้ง ไม่นุงนัง
หมั่นเจริญ สมาธิ จิตแก่กล้า
ให้ปัญญา แทงทะลุ จะสุขัง
สติพร้อม คุมเสริม เพิ่มพลัง
จะลุกยืน นั่งหนอ ก็สบาย
อานิสงส์การพิจาณาความตาย
ผู้ที่พิจารณาความตาย จะสบายเพราะ...
เพราะจะไม่ ประมาท พลาดในวัย
จะตั้งใจ ร่ำเรียน เพียรศึกษา
เพราะว่ารู้ ชีวิตนี้ มีมรณา
ที่โอบอ้า รอเราอยู่ เป็นคู่กาย
จะไม่ได้ ประมาททุน บุญกุศล
จะเพิ่มพล ความดี ที่เฉิดฉาย
จะสั่งสม บุญญา มาสู่กาย
จะไม่ได้ เผลอไผล ใจมืดมล
จะเป็นผู้ เท็กแคร์ ดูแลจิต
ทุกนาที ชีวิตใจ ไม่สับสน
จะเป็นผู้ สง่า กว่าหลายคน
ประเสริฐล้น ความตาย ได้พิจารณา





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น